แนวข้อสอบ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์
1. HRM คืออะไร
ตอบ HRM : Human Resource Management คือการบริหารทรัพยากรมนุษย์
2. PM คืออะไร
ตอบ PM: Personnel Management คือ การบริหารงานบุคคล
3. การบริหารทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง อะไร
ตอบ กระบวนการดำเนินงานที่เกี่ยวกับบุคลากรขององค์กร อันประกอบด้วย ภารกิจหลัก 4 ด้าน คือ การจัดหา การพัฒนา การใช้ประโยชน์และการเก็บรักษาบุคลากร เพื่อให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดจากคุณค่าของบุคลากร ซึ่งจะส่งผลต่อเป้าหมายขององค์กร ขณะเดียวกันบุคลากรก็มีความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน และมีความเจริญก้าวหน้าตามความมุ่งหวังของแต่ละบุคคลความสำคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย์สามารถแยกพิจารณาได้เป็นกี่มิติ
4. Intellectual Capital หมายถึงอะไร
ตอบ ทุนทางปัญญา
5. Human resource หมายถึงอะไร
ตอบ ทรัพยากรมนุษย์
6. ความสำคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย์สามารถแยกพิจารณาได้เป็นกี่มิติ
ตอบ 3 มิติ ได้แก่
1. มนุษย์เป็นปัจจัยการผลิตที่เป็นผู้ใช้ปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่องค์กรมีอยู่ในการผลิตผลงานออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ขององค์กร ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้หรือผลกำไรอันเป็นประโยชน์ขององค์กร หากองค์กรมีระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพดีก็จะทำให้เกิดการ ผลิตที่ได้คุณภาพสูงจากการใช้ประโยชน์สูงสุดในปัจจัยการผลิตอื่นๆที่องค์กร มีอยู่
2.มนุษย์เป็นปัจจัยการผลิตที่มีความแตกต่างจากปัจจัยการผลิตอื่นๆ ขององค์กร ในแง่ที่มนุษย์เป็นปัจจัยการผลิตที่มีชีวิต มีความต้องการและการคาดหวัง มีความรู้ความสามารถ และมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาได้โดยไม่มีขีดจำกัด การที่องค์กรมีทรัพยากรมนุษย์เปรียบเหมือนกับองค์กรมี “ทุนทางปัญญา” (IntellectualCapital) เพราะมนุษย์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จหรือ ล้มเหลว เพราะการบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างไม่เป็นระบบหรือบริหารด้วยความไม่เข้าใจในคุณค่าและธรรมชาติของมนุษย์ จะส่งผลให้องค์กรไม่สามารถเก็บรักษาบุคลากรที่ดีไว้ได้
3.การดำเนินงานขององค์กรในยุคโลกาภิวัฒน์ ที่มีสภาพของการแข่งขันอย่างไร้พรมแดนทำให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์ยิ่งทวีความสำคัญมาขึ้นกว่าในอดีต องค์จำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาวิธีการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกระแสแห่งความ เปลี่ยนแปลงและการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้น แต่การที่องค์กรจะสามารถปรับตัวได้ในสภาพที่ต้องแข่งขันกันอย่างสูงนั้น บุคลากรขององค์กรจะต้องมีศักยภาพสูงสามารถที่จะทำงานอย่างหนักและมี ประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้งานที่ผลิตออกมามีคุณภาพสูงและผลักดันให้กลยุทธ์ขององค์กรบรรลุผล สำเร็จสามารถแข่งขันกับองค์กรอื่นๆ ได้
7. เป้าหมายของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในทุกองค์กรก็คืออะไร
ตอบ การบริหารหรือจัดการให้บุคลากรมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากที่สุดแก่องค์กร
8. การบริหารทรัพยากรมนุษย์มีกี่ด้าน
ตอบ 4 ด้าน
9. Human Resource Utilization หมายถึงภารกิจด้านใด
ตอบ การใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร
10. การใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร การดำเนินงานที่สำคัญคืออะไร
ตอบ การประเมินผลการปฏิบัติงาน การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งงาน และการบริหารการออกจากงาน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะทำให้องค์กรทราบถึงประสิทธิภาพและศักยภาพของ ทรัพยากรบุคคลที่องค์กรมีการมอบหมายหน้าที่ที่เหมาะสมตามความสามารถและ ศักยภาพของแต่ละบุคคล
ความลับการเป็นข้าราชการมาถึงมือท่านแล้ว

แบบที่ 1 แบบปริ้นอ่านได้เลย ราคาเพียง 399 บาท
แบบที่ 2 แบบหนังสือ+MP3 ราคา 699 บาท
>รวบรวมจากผู้สอบติดอันดับต้นๆ เจาะข้อสอบเข้างานราชการ <<
>> (Book) สรุปสาระสำคัญ อ่านกระชับเวลา ไม่สับสน เข้าใจง่าย ออกชัวร์ๆ แม่นยำ <<
>> (New) รวบรวมจากรุ่นพี่ที่สอบได้อันดับต้นๆ+เจาะลึกตรงประเด็น เก็งข้อสอบ <<
>> (Pdf) แนวข้อสอบพร้อมเฉลย+เนื้อหาสรุปเรียบร้อย ประหยัดเวลาในการอ่าน <<

ถาม –ตอบ
การจัดการดินและน้ำ
1. ดิน คืออะไร
ตอบ เทหวัตถุธรรมชาติที่ปกคลุมผิวโลกอยู่บางๆเกิดขึ้นจากการแปรสภาพหรือผุพังของ หินและแร่ ผสมรวมกับอินทรียวัตถุ
2. น้ำ คืออะไร
ตอบ สารที่ประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจน 2 อะตอมและออกซิเจน 1 อะตอม น้ำเป็นสาร ก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิต และน้ำกับชีวิตเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ เกษตรกรกับน้ำก็ต้องควบคู่กัน เพราะถ้าไม่มีน้ำก็ทำเกษตรกรรมไม่ได้
3. ส่วนประกอบของดินแบ่งตามความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืชได้เป็นกี่ส่วน
ตอบ 4 ส่วน คือ 1. อนินทรียวัตถุ 2. อินทรียวัตถ 3. น้ำ 4. อากาศ
- สารที่เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของดิน เกิดจากการสลายตัวของหินและแร่ ต่างๆออกเป็นชิ้นเล็กๆที่มีขนาดต่างๆกัน เรียกว่าอะไร
ตอบ อนินทรียวัตถ
- ฮิวมัส คืออะไร
ตอบ เศษซากพืชซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยแล้วและกำลังถูกย่อย สลายรวมทั้งสารที่ได้จากการสังเคราะห์ของจุลินทรีย์ดิน
6. ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำในดินกับพืชเป็นอย่างไร
ตอบ ดินเปรียบเสมือนถังน้ำหรือที่เก็บกักน้ำตามธรรมชาติเพื่อให้รากพืชดูดเอาความชื้นจากดิน ไปใช้ตามช่วงเวลาที่พืชต้องการ โดยน้ำในดินจะถูกเก็บอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดินที่เป็นของแข็ง ช่องว่างเหล่านี้ถ้าไม่มีน้ำบรรจุอยู่จะมีอากาศเข้าไปแทนที่ ดังนั้นถ้าพิจารณาดินตามสถานะจะพบว่า ในดินมี 3 สถานะคือ สถานะของแข็ง ได้แก่ อนินทรียวัตถุและอินทรียวัตถุ สถานะของเหลว ได้แก่ น้ำ และสถานะก๊าซได้แก่ อากาศ
7. ความสำคัญของน้ำต่อพืชเป็นอย่างไร
ตอบ ความชื้นหรือน้ำในดินเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพของพืช และพืชยังใช้ดินเป็นตัวกลาง ของการเจริญเติบโตโดยน้ำในดินละลายธาตุอาหารพืชออกมาให้พืชดูดไปใช้ประโยชน์ ถ้าพืชขาด น้ำจะทำให้การเจริญเติบโตลดลง ผลผลิตจะต่ำลงด้วย ทำให้กระบวนการเมตาโบลิซึมผิดปกติ ดังนั้นน้ำในดินจึงมีความสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อพืชดังนี้
1. น้ำเป็นประกอบที่สำคัญมากของพืช เป็นองค์ประกอบในเซลพืชทุกเซล
2. เป็นตัวทำละลายแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นธาตุอาหารพืชในดิน เพื่อให้พืชนำไปใช้ประโยชน์
3. เป็นตัวกลางในการเคลื่อนย้ายสิ่งต่างๆในต้นพืช
4. น้ำทำให้เซลล์พืชเต่ง ช่วยรักษารูปทรงของพืช
5. เป็นตัวทำปฏิกิริยาในกระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการแสงสังเคราะห์
6. ช่วยควบคุมอุณหภูมิของต้นพืชและดินให้คงที่
7. น้ำจำเป็นต่อการงอกของเมล็ดพืช
8. คุณสมบัติของดินที่สัมพันธ์กับการใช้น้ำของพืช มีอะไรบ้าง
ตอบ 1. เนื้อดิน 2. โครงสร้างของดิน 3. ความโปร่งและความแน่นทึบของดิน 4. ความลึกของดิน
9. เนื้อดินมีความสัมพันธ์กับการใช้น้ำของพืชอย่างไร
ตอบ เนื้อดินมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการอุ้มน้ำเป็นอย่างมาก ดินที่มีเนื้อละเอียดจะ อุ้มน้ำไว้ได้มากกว่าดินเนื้อหยาบหรือดินทราย แต่ดินเนื้อหยาบจะมีการระบายน้ำออกจากดินได้ ดีกว่าดินเหนียว
10. ดินที่มี อนุภาคทรายเป็นส่วนประกอบมากเรียกว่า
ตอบ ดินเนื้อหยาบ
ถาม – ตอบ อุทกวิทยา
**************
1. อุทกวิทยา (hydrology) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับอะไร
ตอบ การเคลื่อนที่ การกระจาย และคุณภาพของน้ำ รวมถึงวงจรอุทกวิทยา ทรัพยากรน้ำและการดูแลน้ำอย่างยั่งยืน
2. นักอุทกวิทยาจะต้องมีพื้นความรู้ในด้านใดบ้าง
ตอบ ภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา วิทยาศาสตร์โลก วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมวิศวกรรมโยธา และ วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
3. คำว่า ไฮโดรโลจี (hydrology) ในภาษาอังกฤษ มีที่มาจากอะไร
ตอบ จากภาษากรีกคำว่า ὕδωρ (ไฮโดร) ที่แปลว่า “น้ำ” และ λόγος (โลโกส) ที่แปลว่า “ศึกษา”
4. ขอบเขตของวิชาอุทกวิทยา แบ่งออกเป็นกี่แขนง อะไรบ้าง
ตอบ 8 แขนง คือ
1.อุทกวิทยาพื้นผิวดิน 2.อุตุ-อุทกวิทยา 3.อุทกวิทยาธรณี
4. อุทกวิทยานิเวศ 5. อุทกวิทยาเกษตรกรรม 6. อุทกวิทยาไอโซโทป
7. อุทกวิทยาเคมี 8. สารสนเทศอุทกวิทยา
5. วัฏจักรของอุทกวิทยา (hydorlogical cyccle) คืออะไร
ตอบ กระบวนการต่าง ๆ อันได้แก่ การเกิดน้ำจากฟ้า (precipitation) การซึมของน้ำลงดิน (infiltration) การระเหยและการคายน้ำของพืช (evapotranspiration) และการเกิดน้ำท่า (run off) กระบวนการเหล่านี้ประกอบกันเป็น “วัฏจักรของอุทกวิทยา” น้ำจะหมุนเวียนอยู่ในวัฏจักร โดยปรากฎอยู่ในรูปแบบและสถานะต่าง ๆ กัน
วัฏจักรอุทกวิทยา (Hydrological Cycle) หมายถึง การหมุนเวียนเปลี่ยนสถานะของน้ำที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันทั่วโลก มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างพื้นโลก บรรยากาศ และมหาสมุทร โดยมีพลังงานความร้อนและแรงโน้มถ่วงของโลกเป็นตัวขับดันให้ขบวนการดำเนินไปได้โดยไม่มีวันสิ้นสุด
6. จงอธิบาย วัฏจักรของอุทกวิทยา (hydorlogical cyccle)
ตอบ วัฎจักรของอุทกวิทยาไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย เราอาจกำหนดให้วัฏจักรของอุทกวิทยาเริ่มต้นที่การระเหยของน้ำจากทะเล และแหล่งอื่น ๆ บนพื้นโลก ไอน้ำเหล่านี้เมื่อลอยสู่เบื้องบนจะเย็นตัวลง และภายใต้สภาวะที่เหมาะสมก็จะกลั่นตัวเป็นละอองน้ำที่เห็นเป็นเมฆ ละอองน้ำนี้จะรวมตัวจนมีขนาดใหญ่ขึ้น แล้วตกล่งมาเป็นน้ำจากฟ้า ซึ่งอาจมีรูปแบบแตกต่างกันไปตามสภาพทางอุตุนิยมวิทยา เมื่อฝนตกลงสู่พื้นดินน้ำบางส่วนจะค้างอยู่ตามใบและลำต้นของพืชบางส่วนจะขังอยู่ตามแอ่งน้ำหรือที่ลุ่ม น้ำเหล่านี้อาจกลับคืนสู่บรรยากาศโดยการระเหยจากแหล่งน้ำหรือการคายน้ำของพืช นอกจากนี้ น้ำบางส่วนอาจซึมลึกลงไปในดิน ไปรวมกันเป็นแหล่งน้ำใต้ดิน ส่วนที่เหลือจะไหลอยู่บนผิวดินในรูปของน้ำท่า (surface run off) กลายเป็นแหล่งน้ำผิวดิน เช่น แม่น้ำลำคลอง ในที่สุดทั้งน้ำใต้ดินและน้ำผิวดินก็จะไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทร แล้วระเหยกลับขึ้นไปสู่บรรยากาศอีกครบวงจรตามวัฏจักร

7. ประเภทของข้อมุลอุทกวิทยา มีอะไรบ้าง
ตอบ 1.ข้อมูลในอดีต (historical data) เป็นข้อมูลที่เก็บบันทึกไว้ในอดีตตามลำดับกาลเวลา (chronological data) ซึ่งอาจจะเป็นแบบต่อเนื่อง (continuous) หรือเป็นช่วง(discrete)
2.ข้อมูลในสนาม (field data) เป็นข้อมูลที่ออกไปสำรวจและเก็บข้อมูลที่จำเป็นบางส่วนที่ข้อมูลในอดีตมีไม่พอหรือไม่มีซึ่งจะได้ข้อมูลเป็นปัจจุบันซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลแนวเส้น(lines) พื้นที่ (areas) หรือปริภูมิ (spaces)
3.ข้อมูลจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ (laboratory experimental data) เป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองทางอุทกวิทยาในห้องปฏิบัติการ ข้อมูลที่ได้จะใช้ในการวิจัยขั้นพื้นฐานและวิจัยประยุกต์ซึ่งการจะนำไปใช้จะต้องระบุข้อจำกัดและแนวโน้มของผลด้วย
4. ข้อมูลจากความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสุ่ม (random variables relation data) เป็นข้อมูลที่ได้จากความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทางอุทกวิทยาตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป
8. ข้อมูลอุทกวิทยา คือ
ตอบ ข้อมูลที่ได้จากปรากฎการณ์อุทกวิทยา เช่น ฝน น้ำท่า การระเหย ตะกอน เป็นต้น
9. การตรวจสอบข้อมูลทางอุทกวิทยา ได้แก่
ตอบ 1. การตรวจสอบความเชื่อถือได้ (consistency) ของข้อมูลด้วยการทำ double mass analysis โดยเฉพาะกับข้อมูลน้ำฝน มีหลักการโดยการเปรียบเทียบค่าสะสมของปริมาณฝนรายปีของสถานีที่จะตรวจสอบกับค่าสะสมของสถานีต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่รอบ ๆ โดยการ Plot ค่าสะสมรายปีของสถานีที่ต้องการตรวจสอบกับค่าเฉลี่ยของค่าสะสมปริมาณฝนรายปีจากสถานีต่าง ๆ บนกระดาษกราฟ หากเชื่อถือได้กราฟที่ได้จะเป็นเส้นตรง หากไม่เป็นเส้นตรงให้ใช้ค่าความลาดชันของเส้นตรงหลังจุดเปลี่ยนแปลงไปปรับแก้โดยคูณกับข้อมูลก่อนจุดเปลี่ยนแปลงของสถานีที่ตรวจสอบ
2. การตรวจสอบ non-homogeneity ของข้อมูล เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโดยการกระทำของมนุษย์ เช่น การบุกรุกเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำฯลฯและเนื่องจากการกระทำของธรรมชาติ เช่น ไฟป่า อุทกวิทยา ฯลฯ จึงทำให้ข้อมูลไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เช่น การเกิด Trend, Jump เป็นต้น ฉะนั้นสถิติหรือพารามิเตอร์ของตัวแปรทางอุทกวิทยาที่จะนำไปวิเคราะห์ก็จะไม่มีความน่าเชื่อถือซึ่งจะทำการตรวจสอบได้ 2 วิธี คือ
1. Physical/historical evidence คือ การหาพยานหลักฐานมาสนับสนุนการเกิด non-homogeneity เช่น การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ หรือมีการพัฒนาโดยมนุษย์อย่างไร ปีใด
2. Statistical test คือ การทดสอบสมมุติฐานทางสถิติด้วย t – test และF- test โดย t – test จะใช้ทดสอบค่าเฉลี่ยของประชากร (population) และ F-test จะให้ทดสอบความแปรปรวนของประชากร การทดสอบทั้ง 2 อย่างนี้เป็นสถิติอ้างอิง (inferential statistic) ประเภท parameters ของประชากร จะอ้างอิงจากค่า Statistics ของกลุ่มตัวอย่าง (samples)
10. ก่อนสิ้นศตวรรษที่20 ได้มีการจำแนกองค์ความรู้ทางอุทกวิยาออกเป็นสาขาต่าง ๆ ได้ดังนี้คือ
ตอบ – อุทกวิทยาพื้นผิวดิน (Surface hydrology) การศึกษากระบวนการทางอุทกวิทยาที่เกิดขึ้นบน และเหนือผิวโลก
– อุตุ-อุทกวิทยา(Hydrometorology) การศึกษาการเปลี่ยนรูปของน้ำและพลังงานระหว่างพื้นที่บก และผิวน้ำ และบรรยากาศชั้นล่าง (lower atmosphere)
– อุทกวิทยาธรณี (Hydrogeology) ศึกษาการปรากฏพลังงาน การเกิดการกระจายและการเคลื่อนที่ของน้ำใต้ดินทั้งในชั้นดินและหิน ที่เป็นเปลือกโลกบางที่ก็ใช้ภาษาอังกฤษว่า “Geohydrology” นักอุทกวิทยาและวิศวกรมักใช้ Geohydrology ขณะที่นักธรณีจะเรียกว่า “Hydrogeology”
– อุทกวิทยานิเวศ (Ecohydrology) เป็นสาขาใหม่ที่เชื่อมอุทกวิทยากับนิวเศวิทยาเข้าด้วยกันเพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและวัฏจักรของน้ำ : ศึกษาบทบาทของพืชพรรณในลุ่มน้ำต่อกระบวนการทางอุทกวิทยา
– อุทกวิทยาเกษตรกรรม (Agricultural hydrology) ศึกษาผลกระบทบจากระบบเกษตรกรรม-การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินต่อกระบวนการและผลผลิตของน้ำท่าในพื้นที่ลุ่มน้ำ
– อุทกวิทยาไอโซโทป (Isotope hydrology) ศึกษารูปแบบของไอโซโทปของน้ำ (isotopic signature) เป็นการใช้ไอโซโทปคาดประมาณอายุ แหล่งที่มา และการเคลื่อนที่ของน้ำ ตามวัฏฏจักรของมัน
– อุทกวิทยาเคมี (Chemical hydrology): การศึกษาเกี่ยวกับลักษณะทางเคมีของน้ำ
– สารสนเทศอุทกวิทยา (Hydro informatics) การปรับใช้เทคนิคทางสรสนเทศเพื่อการประยุกต์ทางอุทกวิยาและทรัพยากรน้ำ เป็นสาขาหนึ่งที่ประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICTs) เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำทีมีหลายวัตถุประสงค์ให้เกิดความเสมอภาคและมีประสิทธิภาพ